<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[อัปเดตนโยบาย (หัวข้อเดิม)]]></title>
<link>https://rayong.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://rayong.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติปรับเพิ่มราคา “นมโรงเรียน” ]]></title>
<link>https://rayong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/150867</link>
<guid isPermaLink="false">83a12d6b09d8e5dc3ed3df689742581d</guid>
<pubDate>Thu, 08 Dec 2022 10:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม. มีมติอนุมัติปรับเพิ่มราคากลางในการจําหน่าย ผลิตภัณฑ์นม โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เพิ่มขึ้นถุงหรือกล่องละ 0.31 บาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ ครม. มีมติอนุมัติเป็นต้นไป ดังนี้<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นมโรงเรียนชนิดพาสเจอร์ไรส์&nbsp;<br />
ราคากลางเดิม 6.58 บาท/ถุง&nbsp;<br />
ราคากลางใหม่ 6.89 บาท/ถุง</p>

<p><br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นมโรงเรียนชนิด ยู เอช ที&nbsp;<br />
ราคากลางเดิม 7.82 บาท/กล่อง&nbsp;<br />
ราคากลางใหม่ 8.13 บาท/กล่อง</p>

<p><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; โครงการอาหารเสริม หรือ นมโรงเรียน เป็นนโยบายของรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาขาดสารอาหารในเด็กวัยเรียนและสนับสนุนอุตสาหกรรมโคนมไทย โดยใช้น้ำนมดิบจากเกษตรกรในประเทศในการผลิตซึ่งปัจจุบันโครงการฯ ครอบคลุมนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาและจัดสรรนมโรงเรียนให้นักเรียนเป็นเวลา 260 วัน ต่อปีการศึกษา (นักเรียนจะได้นมโรงเรียนคนละ 1 ถุงหรือกล่องต่อวัน ไม่รวมเสาร์ - อาทิตย์ ตลอดช่วงเปิดเทอม) และรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อนมโรงเรียนดังกล่าว</p>

<p><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับการปรับเพิ่มราคากลางในการจําหน่ายนมโรงเรียนถุงหรือกล่องละ 0.31 บาท ในครั้งนี้ &nbsp;สืบเนื่องมาจากครม.วันที่ 23 ส.ค. 2565 ที่อนุมัติปรับราคารับซื้อน้ำนมโคจากเกษตรกรเพิ่มขึ้น 1.5 บาท /กก. เป็นไปตามต้นทุนการผลิตน้ำนมโคที่เพิ่มขึ้นจากค่าอาหารสัตว์ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่เกิดปัญหาเงินเฟ้อทั่วโลก และวิกฤตพลังงานสืบเนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตนมโรงเรียนในส่วนของค่าน้ำนมโคเพิ่มขึ้น&nbsp;</p>

<p><br />
โดยการคํานวณราคากลางนมโรงเรียนใหม่ ยังสอดคล้องกับแนวทางการอนุญาตปรับราคานมพาณิชย์ ของกรมการค้าภายในที่อนุญาตให้ปรับราคาเฉพาะต้นทุนน้ำนมดิบ น้ำนมโค 1 กก. สามารถนําไปผลิตนมโรงเรียนได้ประมาณ 5 ถุง/กล่อง (ปริมาณ 200 กก./ถุง/กล่อง ต้นทุนการผลิตนมโรงเรียนเพิ่มขึ้นประมาณ 0.31 บาท/ถุง/กล่อง) เพิ่มขึ้นถุงหรือกล่องละ 0.31 บาท&nbsp;</p>

<p><br />
การปรับเพิ่มราคากลางนมโรงเรียน ในส่วนงบประมาณ สำหรับโครงการอาหารเสริม หรือ นมโรงเรียน ใน 4 หน่วยงาน ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สำนักปลัด กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา จะมีภาระงบประมาณในปี 2566 เพิ่มขึ้นภาพรวม 301.5 ล้านบาท</p>

<p><br />
ทั้งนี้ การปรับเพิ่มราคากลางจําหน่ายนมโรงเรียน ไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดซื้อนมโรงเรียน ในส่วนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (เช่น ศูนย์เด็กเล็ก ) โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และโรงเรียนเอกชน &nbsp;ยังมีงบประมาณเพียงพอสำหรับบริหารจัดการ จําหน่ายนมโรงเรียน ในครั้งนี้ เนื่องจากมีจำนวนนักเรียนน้อยกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงขอตั้งงบประมาณปี 2566&nbsp;</p>

<p><br />
ยกเว้น โรงเรียนในสังกัด กทม.และเมืองพัทยา ที่มีกรอบงบประมาณไม่เพียงพอ ครม.จึงมีมติเห็นชอบให้หน่วยงานภายใต้ ปรับแผนปฏิบัติการหรือใช้งบประมาณของหน่วยงานมาดำเนินการก่อน หากยังไม่เพียงพอ จึงให้เสนอของบกลางจากสำนักงบประมาณต่อไป</p>

<h2><br />
การเก็บรักษานมโรงเรียน&nbsp;</h2>

<p>โดยส่วนใหญ่แล้วมี 2 ชนิด คือ นมยูเอชที(นมกล่อง) และนมพาสเจอร์ไรซ์ (นมถุง) ซึ่งทั้งสองชนิดผ่านกระบวนการผลิตและบรรจุที่ต่างกัน จึงทำให้วิธีการเก็บรักษาแตกต่างกันด้วย ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้<br />
นมยูเอชที (นมกล่อง) ซึ่งเป็นนมที่ผ่านความร้อนสูงถึง 135 องศาเซลเซียส ควรเก็บรักษาดังต่อไปนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. วางห่างจากแสง ความชื้น และวางซ้อนไม่เกิน 7 ชั้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ไม่ใช้ของมีคมกรีดกระดาษลัง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ไม่แช่กระติกน้ำแข็ง หรือน้ำเย็น หรือตู้แช่ที่มีน้ำแข็ง</p>

<p>นมพาสเจอร์ไรซ์ (นมถุง) เป็นนมชนิดที่ผ่านความร้อนเพียง 72 องศาเซลเซียส<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. เก็บนมในภาชนะเก็บความเย็นที่มีฝาปิด อุณหภูมิไม่เกิน 8&nbsp;องศาเซลเซียส<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. แจกนมให้เร็วที่สุด หลังได้รับนมไม่เกิน 9 ชั่วโมง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ไม่เปิดฝาถังไว้นาน และไม่นำน้ำแข็งไปบริโภค</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rayong.prd.go.th/th/file/get/file/20230116a74af0c15ccbee2cb1a93a38a653fe3d100715.jpg' type='image/jpg' length='126718' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.อนุมัติวงเงินช่วยเหลืออุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2565 ]]></title>
<link>https://rayong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/150857</link>
<guid isPermaLink="false">e10edf2d9234007ed42e3f558a3efe46</guid>
<pubDate>Thu, 01 Dec 2022 09:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือ &nbsp;ผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2565 เพื่อช่วยผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 65 ในอัตรา 5,000, 7,000 และ 9,000 บาท/ครัวเรือนตามกรณี &ldquo;66 จังหวัด และกรุงเทพฯ&rdquo; จำนวนกว่า 1,046,460 ครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉินในกรณีใด ใน 3 กรณี ดังนี้<br />
<strong>1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรณีที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อกันตั้งแต่ 1 วัน (24 ชั่วโมง) แต่ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย หรือที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกินกว่า 7 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 5,000 บาท<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรณีที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 7,000 บาท<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรณีที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 60 วัน ขึ้นไป ให้ความช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท</strong></p>

<h2><br />
กลุ่มเป้าหมาย&nbsp;</h2>

<p>ครัวเรือนผู้ประสบภัย จำนวน 1,046,460 ครัวเรือน จากการสำรวจเบื้องต้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัด 66 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุบลราชธานี กาญจนบุรี ชัยนาท นครปฐม นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี ราชบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง อุทัยธานี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว กระบี่ ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ภูเก็ต ระนอง สตูล สุราษฎร์ธานี ชุมพร และจังหวัดพังงา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน<br />
หลักเกณฑ์&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ต้องเป็นกรณีอุทกภัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยในช่วงฤดูฝนปี 2565 ตั้งแต่ 13 พฤษภาคม - 28 ตุลาคม 2565 ทั้งกรณีน้ำท่วมโดยฉับพลัน น้ำไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงการระบายน้ำจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ต้องเป็นที่อยู่ที่ประสบอุทกภัยตามที่กรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน ซึ่งได้รับผลกระทบกรณีใดกรณีหนึ่ง&nbsp;<br />
(1)&nbsp;&nbsp; &nbsp;ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ตั้งแต่ 1 วัน (24 ชั่วโมง) แต่ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย&nbsp;<br />
(2)&nbsp;&nbsp; &nbsp;ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง เกินกว่า 7 วันขึ้นไป</p>

<h2><br />
เงื่อนไข&nbsp;</h2>

<p>&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ต้องเป็นบ้านที่อยู่อาศัยประจำในพื้นที่ที่ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและหรือประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยมีหนังสือรับรองผู้ประสบภัยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกให้ และต้องผ่านการประชาคมหมู่บ้านของแต่ละพื้นที่ประสบสาธารณภัย และผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ และคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด สำหรับกรุงเทพมหานครต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากสำนักงานเขตและกรุงเทพมหานคร &nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรณีที่ประสบภัยหลายครั้ง ให้ได้รับความช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว<br />
การจ่ายเงินช่วยเหลือ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสิน&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า ขณะนี้ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม อุบลราชธานี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และนครปฐม โดยยังมีครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายอีกจำนวนหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งสำรวจจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rayong.prd.go.th/th/file/get/file/20230116a74af0c15ccbee2cb1a93a38a653fe3d095531.jpg' type='image/jpg' length='126718' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.อนุมัติวงเงินช่วยเหลืออุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2565 ]]></title>
<link>https://rayong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/141815</link>
<guid isPermaLink="false">2324b497175c0caf35ae9816f1e3ea6a</guid>
<pubDate>Wed, 30 Nov 2022 22:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือ &nbsp;ผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2565 เพื่อช่วยผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 65 ในอัตรา 5,000, 7,000 และ 9,000 บาท/ครัวเรือนตามกรณี &ldquo;66 จังหวัด และกรุงเทพฯ&rdquo; จำนวนกว่า 1,046,460 ครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉินในกรณีใด ใน <strong>3 กรณี</strong> ดังนี้<br />
<strong>1. กรณีที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อกันตั้งแต่ 1 วัน (24 ชั่วโมง) แต่ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย หรือที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกินกว่า 7 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 5,000 บาท<br />
2. กรณีที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 7,000 บาท<br />
3. กรณีที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 60 วัน ขึ้นไป ให้ความช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท</strong></p>

<p><br />
<strong>กลุ่มเป้าหมาย&nbsp;</strong><br />
ครัวเรือนผู้ประสบภัย จำนวน 1,046,460 ครัวเรือน จากการสำรวจเบื้องต้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัด 66 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุบลราชธานี กาญจนบุรี ชัยนาท นครปฐม นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี ราชบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง อุทัยธานี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว กระบี่ ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ภูเก็ต ระนอง สตูล สุราษฎร์ธานี ชุมพร และจังหวัดพังงา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน</p>

<p><br />
<strong>หลักเกณฑ์&nbsp;</strong><br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ต้องเป็นกรณีอุทกภัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยในช่วงฤดูฝนปี 2565 ตั้งแต่ 13 พฤษภาคม - 28 ตุลาคม 2565 ทั้งกรณีน้ำท่วมโดยฉับพลัน น้ำไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงการระบายน้ำจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ต้องเป็นที่อยู่ที่ประสบอุทกภัยตามที่กรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉินซึ่งได้รับผลกระทบกรณีใดกรณีหนึ่ง&nbsp;<br />
<strong>(1) ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ตั้งแต่ 1 วัน (24 ชั่วโมง) แต่ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย&nbsp;<br />
(2) ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง เกินกว่า 7 วันขึ้นไป</strong></p>

<p><br />
<strong>เงื่อนไข&nbsp;</strong><br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ต้องเป็นบ้านที่อยู่อาศัยประจำในพื้นที่ที่ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและหรือประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยมีหนังสือรับรองผู้ประสบภัยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกให้ และต้องผ่านการประชาคมหมู่บ้านของแต่ละพื้นที่ประสบสาธารณภัย และผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ และคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด สำหรับกรุงเทพมหานครต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากสำนักงานเขตและกรุงเทพมหานคร &nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรณีที่ประสบภัยหลายครั้ง ให้ได้รับความช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว<br />
การจ่ายเงินช่วยเหลือ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสิน&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า ขณะนี้ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม อุบลราชธานี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และนครปฐม โดยยังมีครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายอีกจำนวนหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งสำรวจจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rayong.prd.go.th/th/file/get/file/20221211810b925d722925ab90a72308b7eb782d114148.jpg' type='image/jpg' length='1933419' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ต่ออายุโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากด้วย BCG]]></title>
<link>https://rayong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/141813</link>
<guid isPermaLink="false">66fd49264be7824ba033217c66b45e1e</guid>
<pubDate>Wed, 23 Nov 2022 21:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ภายหลังการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) หรือ APEC 2022 Thailand ที่จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้มีการผลักดัน &ldquo;เป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG&rdquo; หรือ Bangkok Goals on BCG Economy ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุดของการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยในปีนี้ เป็นกรอบการดำเนินการกำหนดเป้าหมายร่วมกันเพื่อให้ภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก เจริญเติบโตอ ย่างเข้มแข็ง สมดุล มั่นคง และยั่งยืน ถือเป็นโอกาสแสดงศักยภาพของประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG และสร้างความตื่นตัวแก่คนในสังคมถึงทิศทางการเดินหน้าของประเทศโดยผ่านความร่วมมือ 4 ด้าน คือ&nbsp;<br />
1) การจัดการผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์&nbsp;<br />
2) การส่งเสริมการค้าและการลงทุนที่ยั่งยืนและครอบคลุม&nbsp;<br />
3) การอนุรักษ์บริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยังยืน&nbsp;<br />
4) การบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>

<p><br />
<strong>BCG คืออะไร&nbsp;</strong><br />
BCG Model (Bangkok Goals on BCG Economy) คือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม ที่จะพัฒนา 3 เศรษฐกิจ ไปพร้อมกัน ได้แก่<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เศรษฐกิจชีวภาพ (BioEconomy) &nbsp;การเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร ผ่านการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม อย่าง วิสาหกิจชุมชนอารยะฟาร์ม จ.ร้อยเอ็ด แปรรูปข้าวหอมมะลิ เป็น เครื่องดื่มผงข้าวฮางงอก โจ๊กซองจากปลายข้าว ปุ๋ยชีวภาพ&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) &nbsp;การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการหมุนเวียน อย่าง เก้าอี้ SCG ในงาน APEC หรือ กระเป๋าที่ทำจากผ้ายางคลุมรถบรรทุก หรือป้ายหาเสียง<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) &nbsp;การลดการปล่อยมลพิษจากกระบวนการผลิตหรือการประกอบกิจการ เช่น การใช้พลังงานสะอาดในการประกอบธุรกิจ / การเลี้ยงสัตว์ที่คำนึงถึงการปล่อยมลพิษสู่อากาศ หรือการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เชิงสุขภาพ ปั่นจักรยาน แทนการใช้รถนำเที่ยว<br />
โดยด้านภาคเอกชนได้มีการขยายการลงทุนใน BCG ไปแล้ว &nbsp; &nbsp;ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ อาทิ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการใช้นวัตกรรม การใช้พลังงานสะอาด การแปรรูปสินค้าเกษตรเป็นสินค้ามูลค่าสูง อาทิ อาหารเพื่อสุขภาพ ยาสมุนไพร เครื่องสำอาง พลังงาน เป็นต้น&nbsp;</p>

<p><strong>ครม.ต่ออายุโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากด้วยเศรษฐกิจ BCG อีก 6 เดือน</strong><br />
จากความสำเร็จของโมเดลเศรษฐกิจ BCG ได้สร้างความมั่นใจและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ BCG ควบคู่ไปกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจ EEC</p>

<p><br />
ครม.เห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากหลังโควิดด้วยเศรษฐกิจ BCG เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 - 31 มีนาคม 2566 ทำให้โครงการมีระยะเวลา &nbsp; &nbsp; &nbsp; รวมทั้งสิ้น 9 เดือน (จากเดิม กำหนดไว้ 3 เดือน ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม - 30 กันยายน 2565) โดยให้ใช้จ่ายจากงบประมาณเดิมที่ได้รับอนุมัติไว้ทั้งสิ้น 3,565.84 ล้านบาท ซึ่งข้อมูล ณ 10 กันยายน 2565 มีการใช้จ่ายงบประมาณไปแล้วจำนวน 2,701.61 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 75.76 ของงบประมาณโครงการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ&nbsp;<br />
1) เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการด้าน BCG ในพื้นที่ ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม&nbsp;<br />
2) เพิ่มการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่และประชาชนในพื้นที่&nbsp;<br />
3) พัฒนากำลังคนให้มีทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงานในปัจจุบันและทักษะที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ&nbsp;<br />
4) พัฒนาฐานข้อมูล Thailand Community Big Data ให้มีความสมบูรณ์ครอบคลุมในทุกพื้นที่ของประเทศ โดยมีกลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ บัณฑิตจบใหม่ไม่เกิน 5 ปี ผู้ที่ถูกเลิกจ้างหรือประชาชนในพื้นที่ครอบคลุม 7,435 ตำบลทั่วประเทศ&nbsp;</p>

<p>โดยการดำเนินโครงการจะขับเคลื่อนผ่านกิจกรรมหลัก อาทิ&nbsp;<br />
1. กิจกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อเป็นการพัฒนา ส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการด้าน BCG ของชุมชนออกสู่ตลาดอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เช่น การพัฒนาสินค้าและบริการชุมชนให้ได้มาตรฐานด้วยองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การทำการตลาดและขายสินค้าในรูปแบบ online/offline ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์หรืออัตลักษณ์ของสินค้าและบริการ&nbsp;<br />
2. การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และส่งเสริมการใช้ประโยชน์และสนับสนุนการจัดทำข้อมูล TCD ให้สมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ และการถ่ายทอดการใช้ประโยชน์จาก TCD สำหรับผลการดำเนินการโครงการที่ผ่านมา มีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ จำนวน 64,428 คน คิดเป็นร้อยละ 94.26 จากเป้าหมาย 68,350 คน โดยแบ่งเป็นบัณฑิตจบใหม่ จำนวน 32,420 คน และประชาชน จำนวน 32,008 คน เกิดกิจกรรม ในพื้นที่ รวม 15,631 โครงการทั่วประเทศ มีสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 98 แห่ง ทำหน้าที่เป็นผู้บูรณาการระบบในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG &nbsp;ในแต่ละพื้นที่ให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน</p>

<p>ทั้งนี้ การดำเนินนโยบาย BCG ของรัฐบาล เป็นไปเพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ผู้ประกอบการทุกขนาด รวมถึงชุมชนระดับฐานราก โดยต้องเป็นไปอย่างยั่งยืน โดยหลังการประชุม APEC 2022 คาดการณ์ว่า จะมีการลงทุนภายใต้นโยบาย BCG ที่จะเกิดขึ้นตามมาในระยะต่อๆ ไปมากกว่า 6 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะเร่งยกระดับศักยภาพชุมชนและประชาชน เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากโอกาสนี้อย่างเต็มที่ ส่งผลประโยชน์ต่อไทย ในหลายมิติ โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจยุคหลังโควิดให้เติบโตอย่างยั่งยืน ไทยจะได้ประโยชน์จากการนำแนวคิดเศรษฐกิจ BCG ไปแลกเปลี่ยนในที่ประชุมเพื่อขับเคลื่อนทิศทางการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนในภูมิภาค<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rayong.prd.go.th/th/file/get/file/20221211d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e113341.jpg' type='image/jpg' length='824431' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.ไฟเขียวโครงการประกันรายได้ชาวนาปีที่ 4]]></title>
<link>https://rayong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/141810</link>
<guid isPermaLink="false">d44a9df800d1887268b0159e09651fca</guid>
<pubDate>Wed, 16 Nov 2022 21:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวพร้อมมาตรการคู่ขนาน &nbsp;เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้จากการขายข้าวเปลือกในราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต และป้องกันความเสี่ยงในการจำหน่ายผลผลิต รวมทั้งมีมาตรการคู่ขนานเพื่อการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำควบคู่กัน &nbsp;โดยแบ่งเป็น 3 โครงการ ดังนี้<br />
&nbsp; <strong>&nbsp; 1. โครงการประกันรายได้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 65/66</strong> &nbsp;เป้าหมายเกษตรกร 4.68 ล้านครัวเรือน &nbsp;โดยเป็นการจ่ายส่วนต่างระหว่างราคาเกณท์กลางอ้างอิง (ราคาตลาด) &nbsp;และราคาประกันรายได้ตามชนิดข้าว ดังนี้&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ข้าวเปลือกหอมมะลิ 15,000 บาท/ตัน (ไม่เกิน 14 ตัน/ครัวเรือน)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; - ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 14,000 บาท/ตัน (ไม่เกิน 16 ตัน/ครัวเรือน)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; - ข้าวเปลือกเจ้า 10,000 บาท/ตัน (ไม่เกิน 30 ตัน/ครัวเรือน)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; - ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 11,000 บาท/ตัน (ไม่เกิน 25 ตัน/ครัวเรือน)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; - ข้าวเปลือกเหนียว 12,000 บาท/ตัน (ไม่เกิน 16 ตัน/ครัวเรือน)<br />
&nbsp; &nbsp; <strong>2. มาตรการคู่ขนานโครงการประกันรายได้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 65/66</strong> ประกอบด้วย 3 โครงการ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำ ได้แก่ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>(1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 65/66</strong> เป็นการจ่ายสินเชื่อเพื่อชะลอข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร จำนวน 2.5 ล้านตันข้าวเปลือก รวมทั้งค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวในอัตรา 1,500 บาทต่อตัน &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>(2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร </strong>เป็นการสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร ประกอบด้วย สหการณ์การเกษตร &nbsp;กลุ่มเกษตรกร &nbsp;วิสาหกิจชุมชน และศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อรวบรวมข้าวเปลือกเพื่อจำหน่าย และ/หรือเพื่อการแปรรูป &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong> (3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก</strong> เป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการค้าข้าวที่เข้าร่วมโครงการให้เก็บสต็อกในรูปแบบข้าวเปลือกและข้าวสาร &nbsp;เป้าหมายเพื่อดูดซับ 4 ล้านตันข้าวเปลือก เก็บสต็อกไว้อย่างน้อย 60-180 วัน (2-6 เดือน) นับตั้งแต่วันที่รับซื้อ โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ยในอัตร 3% ใช้จ่ายจากงบปกติของกรมการค้าภายในหรือเงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp;<strong> 3. โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 65/66</strong> เป้าหมาย 4.68 ล้านครัวเรือน ซึ่งจะจ่ายเงินตรงให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอัตราไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ &nbsp;หรือครัวเรือนละไม่เกิน 20,000 บาท &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายวัฒนศักดิ์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายในเปิดเผยตัวเลขการใช้วงเงินงบประมาณใน 3 โครงการดังกล่าวรวมประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งลดลงจากวงเงินงบประมาณในครั้งก่อนที่สูงถึง 1.5 แสนล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันราคาข้าวในตลาดปรับตัวสูงขึ้นจากการดำเนินการต่าง ๆ ของภาครัฐ ทำให้ลดจำนวนเงินที่ต้องจ่ายชดเชยลงได้เกือบครึ่งของวงเงินในอดีต ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถจ่ายเงินงวดแรกเข้าบัญชีเกษตรกรได้ประมาณปลายเดือน พฤศจิกายน 2565<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rayong.prd.go.th/th/file/get/file/20221211d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e112737.jpg' type='image/jpg' length='1417330' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปลดล็อกกฎกระทรวงอนุญาตให้รายย่อย ผลิตสุรา]]></title>
<link>https://rayong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/141805</link>
<guid isPermaLink="false">2d286b042f47777f3e96358ac571982d</guid>
<pubDate>Wed, 02 Nov 2022 20:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ กฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2565 ตามมติที่ประชุม ครม. ที่ได้อนุมัติหลักการแก้ไขกฎกระทรวงการอนุญาตผลิตสุรา พ.ศ.2560 เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสุรา รวมทั้งปรับปรุงขั้นตอนวิธีการขออนุญาตสำหรับผู้ผลิตสุราเพื่อการค้า และไม่ใช่เพื่อการค้าให้ชัดเจน ซึ่งจะทำให้การจัดเก็บภาษี การควบคุมคุณภาพ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
สาระสำคัญ&nbsp;<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;เปิดโอกาสให้สุราชุมชนขนาดเล็ก จากที่ต้องใช้เครื่องจักรในการผลิตต่ำกว่า 5 แรงม้า และใช้คนงานน้อยกว่า 7 คน ให้สามารถขยายกำลังการผลิตเป็นระดับกลาง ที่ใช้เครื่องจักรที่มีกำลังการผลิตสูงกว่า 5 แรงม้า แต่ไม่เกิน 50 แรงม้า และสามารถใช้คนงานมากกว่า 7 คนได้ แต่ต้องไม่เกิน 50 คน&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผู้ผลิตสุราชุมชนที่จะขยายกำลังการผลิตจากระดับเล็กเป็นระดับกลาง จะต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตผลิตสุราแช่ หรือสุรากลั่นชุมชนขนาดเล็กมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และไม่เคยกระทำความผิดตามกฎหมายภาษีสรรพสามิต หรือเคยกระทำความผิดและพ้นโทษมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 1 ปี และต้องใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ตามมาตรฐานที่อธิบดีประกาศกำหนด และปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและกฎหมายเกี่ยวกับการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ยกเลิกการกำหนดกำลังการผลิตขั้นต่ำและทุนจดทะเบียนสำหรับทั้งกรณีผลิตเบียร์เพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต (Brewpub) และโรงงานผลิตเบียร์ขนาดใหญ่&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โรงงานผลิตเบียร์ขนาดเล็ก-ยกเลิกทุนจดทะเบียน-ยกเลิกกำลังการผลิต-เป็นโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานใช้ระบบการพิมพ์เครื่องหมายแสดงการเสียภาษี และจัดทำรายงานตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในขณะที่กฎกระทรวงเดิม กำหนดให้โรงเบียร์ขนาดเล็ก ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ,กำลังการผลิต 1 แสนลิตรถึง 1 ล้านลิตรต่อปี ,เป็นบริษัทตามกฎหมายไทย ,ผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 51%<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โรงงานผลิตเบียร์ขนาดใหญ่-ยกเลิกทุนจดทะเบียน-ยกเลิกกำลังการผลิต-เป็นโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานใช้ระบบการพิมพ์เครื่องหมายแสดงการเสียภาษี และจัดทำรายงานตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในขณะที่กฎกระทรวงเดิม โรงเบียร์ขนาดใหญ่ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ,กำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 10 ล้านลิตรต่อปี ,เป็นบริษัทตามกฎหมายไทย ,ผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 51%<br />
&nbsp;อย่างไรก็ตาม ยังเปิดโอกาสให้แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลขอใบอนุญาตผลิตสุราภายในครัวเรือนโดยไม่เป็นเพื่อการค้าหรือแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ ขั้นตอนการขออนุญาต สามารถไปขอที่สรรพสามิตพื้นที่ และนำใบอนุญาตมากรอกให้เป็นไปตามเงื่อนไข คือ&nbsp;<br />
1. ต้องขออนุญาตจากกรมสรรพสามิต<br />
2. กำลังการผลิตต้องไม่เกิน 200 ลิตรต่อปี&nbsp;<br />
3. ต้องเป็นคนที่บรรลุนิติภาวะ ไม่น้อยกว่า 20 ปี บริบูรณ์&nbsp;<br />
4. เบียร์ สุราแช่อื่นๆ เวลาผลิตแล้วต้องนำให้กรมสรรพสามิตตรวจสอบคุณภาพ เพื่อไม่ให้มีเรื่องสารปนเปื้อนที่เป็นสารต้องห้ามตามหลักสากล<br />
โดยร่างกฎกระทรวงฯดังกล่าว เป็นการผ่อนคลายความเข้มข้นของ พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ซึ่งได้มีการหารือหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการผ่อนคลายหลักเกณฑ์เงื่อนไขเกี่ยวกับการ &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตผลิตสุรา ให้มีความสอดคล้องกับสภาพการณ์ในเชิงธุรกิจและธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตสุราในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันธุรกิจมากขึ้น โดยคง ซึ่งหลักการสำคัญในเชิงประโยชน์ของรัฐ ในการบริหารการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าสุราอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสินค้าสุราที่ผลิตได้คุณภาพมีมาตรฐานและความปลอดภัยต่อการบริโภค ครอบคลุมการดูแลทั้ง 3 ด้าน คือ การดูแลสุขภาพพี่น้องประชาชน &nbsp;การดูแลสังคม ป้องกันอุบัติเหตุที่มาจากการดื่มสุรา รวมไปถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตสุราด้วย&nbsp;<br />
เงื่อนไขสำคัญ<br />
- กรณีสุราแช่ เช่น น้ำตาลเมา อุ เบียร์ ไวน์ สปาร์กลิงไวน์ และสุราแช่พื้นเมือง ยกเลิกการกำหนดทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท&nbsp;<br />
- กรณีสุราแช่ ชนิดเบียร์ ยังต้องเป็นบริษัทที่จัดตั้งตามกฎหมายไทย และมีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 และยกเลิกกำลังผลิตไม่ต่ำกว่า 1 แสนลิตรต่อปี และ 1 ล้านลิตรต่อปี และกำหนดให้เป็นโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน หรือใช้เครื่องจักรผลิตเบียร์ที่มีมาตรฐานตามที่อธิบดีกรมสรรพสามิตประกาศ<br />
- กรณีสุรากลั่น เช่น สุราขาว สามารถเพิ่มขนาดเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางที่ใช้เครื่องจักรไม่เกิน 50 แรงม้าหรือใช้คนงานน้อยกว่า 50 คนได้<br />
- กรณีสุรากลั่นพิเศษ เช่น วิสกี้ บรั่นดี และยิน ยังคงเงื่อนไขการผลิตขั้นต่ำตามเดิม (ไม่ต่ำกว่า 30,000 ลิตรต่อวัน)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rayong.prd.go.th/th/file/get/file/20221211d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e110955.jpg' type='image/jpg' length='2287939' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สินเชื่อแก้หนี้เพิ่มทุน]]></title>
<link>https://rayong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/141803</link>
<guid isPermaLink="false">52a67ef89a9d23cf6ee2ae181085f379</guid>
<pubDate>Wed, 02 Nov 2022 18:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม.เห็นชอบโครงการสินเชื่อแก้หนี้เพิ่มทุน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาความยากจนแบบมุ่งเป้าเจาะรายบุคคล โดยประกาศให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน มีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับกระทรวงการคลังและเจ้าหนี้ 65 ราย ขานรับนโยบายของรัฐบาลจัดกิจกรรมมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ขึ้น เพื่อลูกหนี้ที่มีปัญหาการชำระหนี้ จากผลกระทบสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหาค่าครองชีพ และอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น ให้สามารถแก้ไขหนี้ได้ และสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อย่างยั่งยืน&nbsp;<br />
โดยมีวัตถุประสงค์ของนโยบายเพื่อให้ประชาชนที่เข้าร่วมงานมีสภาพคล่องทางการเงินในการดำรงชีวิต และลงทุนประกอบอาชีพไม่น้อยกว่า 100,000 ราย ผ่านการให้มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมีหลักเกณฑ์ผ่อนปรนกว่าหลักเกณฑ์ปกติ จากธนาคารออมสิน มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้ประจำ หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ ช่น ผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้า แม่ค้า หาบเร่แผงลอย เป็นต้น เป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และเป็นผู้ที่เข้าร่วมงานมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ ซึ่งต้องไม่เป็นลูกจ้าง พนักงาน ผู้บริหาร หรือกรรมการของธนาคารออมสิน<br />
หลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการสินเชื่อแก้หนี้เพิ่มทุน ธนาคารออมสินจะจัดสรรวงเงินการให้ความช่วยเหลือให้เหมาะสมกับระยะเวลางานมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท เป็นวงเงินสินเชื่อ/ราย ไม่เกินรายละ 20,000 บาท &nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับระยะเวลาการกู้ยืม ปลอดชำระหนี้เงินต้น 6 งวดแรก ระยะเวลาชำระคืนเงินงวดสูงสุดไม่เกิน 2 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ ร้อยละ 0.35 ต่อเดือน (Flat Rate) ไม่มีหลักประกัน (Clean Loan) โดยระยะเวลาตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบถึงวันที่ 31 มกราคม 2566 หรือจนกว่าจะครบวงเงินโครงการ<br />
นอกจากนี้กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดงานมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ ที่จะจัดขึ้น 5 ครั้ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และตามจังหวัดต่างๆ 4 ภาคทั่วประเทศ ดังนี้<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 4-6 พ.ย.65 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 18-20 พ.ย.65 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 16-18 ธ.ค.65 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 20-22 ม.ค.66 ณ จังหวัดชลบุรี&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 27-29 ม.ค.66 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา<br />
ภายใต้โครงการฯ เป็นการให้สินเชื่อที่ผ่อนปรนกว่าสินเชื่อปกติของธนาคาร และเป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารออมสินกำหนดเพื่อช่วยเหลือผู้เข้าร่วมงานมหกรรมร่วมใจแก้ไขหนี้ มีสภาพคล่องในการดำรงชีพ หรือประกอบอาชีพโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ โดยผ่อนปรนภาระหนี้สินให้สอดคล้องกับรายได้ เพิ่มทุนใหม่ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น และเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อสร้างรายได้เพิ่มด้วย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rayong.prd.go.th/th/file/get/file/20221211c710ad6d37a8a1bd033779b87243bf28110445.jpg' type='image/jpg' length='1645335' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[การฟื้นฟูและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม]]></title>
<link>https://rayong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/134667</link>
<guid isPermaLink="false">c9a234920e3b1282485e05a65c1f9981</guid>
<pubDate>Wed, 26 Oct 2022 23:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคอีสาน ภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางเริ่มที่คลี่คลาย ปริมาณน้ำในภาพรวมลดลงหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะนี้จึงเข้าสู่ขั้นตอนการเยียวยาฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบแก่พี่น้องประชาชน โดยก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ติดตามดูแลการแก้ไขสถานการณ์และรับฟังปัญหาจากพี่น้องในพื้นที่ รับทราบความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ปัญหา พร้อมกำชับให้ช่วยเหลือเยียวยาอย่างเต็มที่และรวดเร็วที่สุด โดยไม่ต้องรอน้ำลด ผ่านมาตรการต่าง ๆ ดังนี้</p>

<p>มาตรการช่วยเหลือประชาชนจากน้ำท่วม</p>

<p>1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และจังหวัด<br />
ได้ให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 &nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ค่าจัดการศพผู้เสียชีวิต รายละไม่เกิน 29,700 บาท<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรณีบาดเจ็บสาหัสฯ ให้จ่ายเบื้องต้นรายละ 4,000 บาท &nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำ เท่าที่จ่ายจริงหลังละ 49,500 บาท &nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านการเกษตร ช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยพิบัติที่พืชตาย หรือเสียหายตามจำนวนพื้นที่ทำการเกษตรจริงที่ได้รับความเสียหาย ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ โดยคิดจากต้นทุนการผลิตเฉลี่ย<br />
โดยช่วยเหลือไปแล้วรวมทั้งสิ้น จำนวน 79,013,666.76 บาท</p>

<p>2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรี<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ค่าจัดการศพ รายละ 50,000 บาท<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เงินทุนเลี้ยงชีพ แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ครอบครัวละ 30,000 บาท &nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เงินทุนเลี้ยงชีพ แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตที่มีบุตรอายุไม่เกิน 25&nbsp; ปีบริบูรณ์ อีกครอบครัวละ 50,000 บาท &nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ค่าวัสดุในการก่อสร้างซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายทั้งหลัง ไม่เกินหลังละ&nbsp; 220,000 - 230,000 บาท เสียหายมาก ไม่เกินหลังละ 70,000 บาท และเสียหายน้อย ไม่เกินหลังละ 15,000 บาท &nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ค่าเครื่องอุปโภค และเครื่องใช้อื่น ๆ ที่จำเป็นแก่ครอบครัวแก่ผู้ประสบภัยพิบัติเฉพาะบ้านเรือนที่เสียหายทั้งหลัง และเสียหายมากครัวเรือนละ 5,000 บาท<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จัดทำถุงยังชีพ และมอบไปแล้ว 92,361 ถุง ใน 13 จังหวัด คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 64,652,700 บาท</p>

<p>3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ (พม.)<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 151 ราย ๆ ละ 3,000 บาท เป็นเงิน 453,000 บาท&nbsp; ตามระเบียบว่าด้วยการจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2547</p>

<p>4.&nbsp;&nbsp; &nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรชาวสวนยาง กรณีสวนยางประสบภัย รายละไม่เกิน 3,000 บาท</p>

<p>5.&nbsp;&nbsp; &nbsp;องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ให้ความช่วยเหลือประชาชนไปแล้ว จำนวน 180,957,628.94 บาท ซึ่งเป็นการช่วยเหลือประชาชน ในเบื้องต้นได้ทันที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า<br />
กรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อาจใช้เงินสะสมของ อปท. เพื่อช่วยเหลือตามความจำเป็นและเหมาะสม</p>

<p>6.&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำนักงบประมาณ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ประกอบด้วย<br />
o&nbsp;&nbsp; &nbsp;งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 92,400 ล้านบาท &nbsp;<br />
o&nbsp;&nbsp; &nbsp;งบกลางรายการชดใช้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จำนวน 2,000 ล้านบาท<br />
กรณีหน่วยงานมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติ สามารถขอรับการจัดสรรจาก 2 ส่วนนี้ได้<br />
นอกจากนั้น หน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ยังระดมความช่วยเหลือสู่พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง เช่น<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมสรรพากร มีมาตรการการลดหย่อนภาษี<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมสรรพสามิต ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ&nbsp; โดยการขยายเวลายื่นแบบภาษี<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมธนารักษ์ ยกเว้นค่าเช่าสำหรับผู้เช่าที่ราชพัสดุเป็นเวลา 1 ปี<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมชลประทาน เร่งผลักดันน้ำจากพื้นที่ลุ่มต่ำออกไปสู่แม่น้ำสายหลักโดยเร็ว<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมประชาสัมพันธ์ รายงานข้อมูล ข่าวสารด้านพยากรณ์อากาศ สถานการณ์น้ำในพื้นที่ ให้คำแนะนำ และสื่อสารช่องทางการติดต่อเพื่อขอรับความช่วยเหลือ</p>

<p>พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำข้อมูลและมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเสนอให้ ครม. พิจารณาโดยด่วน&nbsp;&nbsp;&nbsp; พร้อมระบุ สิ่งใดที่ทำได้ก่อน ขอให้ดำเนินการได้เลย โดยไม่ต้องรอน้ำลด ให้เร่งเข้าไปช่วยเหลือผู้ติดค้างอยู่ในบ้าน ผู้ป่วยติดเตียง พร้อมให้ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีทุกประเภท ทั้งภาพถ่ายดาวเทียมสำรวจความเสียหายเพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยา เพื่อให้ประชาชนที่ประสบภัยในขณะนี้ สามารถดำเนินชีวิตได้ต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rayong.prd.go.th/th/file/get/file/2022111475783227728ddfbac6ba5a0714b2f915234736.jpg' type='image/jpg' length='312858' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[การบริหารจัดการรับมือน้ำท่วมพร้อมระดมความช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบประชาชน]]></title>
<link>https://rayong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/134666</link>
<guid isPermaLink="false">5b71b2b44ed4f29d4608db95a380f36c</guid>
<pubDate>Wed, 12 Oct 2022 23:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้การดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เตรียมงบประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท เยียวยาฟื้นฟูสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งลงพื้นที่สำรวจความเสียหายหลังน้ำลด เพื่อทำเรื่องเบิกจ่ายในการดูแล ฟื้นฟู และเยียวยาให้แก่ประชาชนต่อไป</p>

<p><br />
สำหรับในเรื่องการสร้างรายได้นั้น มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแล ทั้งในเรื่องการจัดปัจจัยเกี่ยวข้องการผลิตดูแลเกษตรกรในพื้นที่ รวมทั้งการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานถนนทางหลวง ทางหลวงชนบท</p>

<p>ทางด้านกรมอุตุนิยมวิทยา&nbsp; ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 10 - 14 ต.ค. จะมี อุณหภูมิลดลง&nbsp; โดยภาคอีสานอุณหภูมิลดลง 3 &ndash; 5 องศาเซลเซียส<br />
ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกอุณหภูมิจะลดลง 1 - 3 องศาเซลเซียส ด้วยบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนแล้ว ทำให้ภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีฝนและอุณหภูมิลดลง ส่วนภาคเหนือตอนล่างภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออกยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง</p>

<p><br />
ในขณะที่ลมตะวันออกพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง จึงขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากสภาพอากาศแปรปรวนที่มีฝนตกหนักและ ลมกระโชกแรง<br />
นอกจากนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้รายงานช่วงตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. &ndash; 11 ต.ค. 65 เกิดสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่รวม 54 จังหวัด 262 อำเภอ 1,237 ตำบล มีประชาชนได้รับผลกระทบ 240,066 ครัวเรือน ปัจจุบันสถานการณ์น้ำคลี่คลายแต่ยังมีบางพื้นที่มีน้ำท่วม รวม 27 จังหวัด 135 อำเภอ 714 ตำบล แยกเป็นรายภาค ดังนี้<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ภาคเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ น้ำท่วมตาก น้ำท่วมเพชรบูรณ์&nbsp;&nbsp; น้ำท่วมพิจิตร และน้ำท่วมนครสวรรค์ รวม 19 อำเภอ 114 ตำบล<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11 จังหวัด ได้แก่ น้ำท่วมชัยภูมิ&nbsp; น้ำท่วมขอนแก่น น้ำท่วมมหาสารคาม น้ำท่วมกาฬสินธุ์ น้ำท่วมร้อยเอ็ด น้ำท่วมยโสธร น้ำท่วมนครราชสีมา น้ำท่วมบุรีรัมย์ น้ำท่วมสุรินทร์ น้ำท่วมศรีสะเกษ และน้ำท่วมอุบลราชธานี รวม 59 อำเภอ 228 ตำบล<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ภาคกลาง 9 จังหวัด ได้แก่ น้ำท่วมอุทัยธานี น้ำท่วมชัยนาท น้ำท่วมสิงห์บุรี น้ำท่วมอ่างทอง น้ำท่วมพระนครศรีอยุธยา น้ำท่วมปทุมธานี น้ำท่วมลพบุรี น้ำท่วมนครปฐมน้ำท่วม นครนายก 48 อำเภอ 330 ตำบล 1,946 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 84,076 ครัวเรือน<br />
4.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ภาคตะวันออก 1 จังหวัด ได้แก่ น้ำท่วมปราจีนบุรี รวม 6 อำเภอ 39 ตำบล<br />
5.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ภาคตะวันตก 2 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี และราชบุรี</p>

<p><br />
กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เปิดเผยถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น ทั้ง 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำรวมกันคิดเป็นร้อยละ 79 ของปริมาณการกักเก็บ โดยเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์นั้น ขณะนี้ได้หยุดการระบายและน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนจะกักเก็บไว้ทั้งหมด เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน</p>

<p><br />
อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยานั้น กอนช. ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำด้วยการผันน้ำมากกว่า 500 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) /วินาที ออกทางฝั่งตะวันออกผ่านคลองชัยนาท-ป่าสัก และฝั่งตะวันตก ผ่านคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง แม่น้ำน้อย แม่น้ำท่าจีน โดยปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 65 อยู่ที่ 3,159 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำนอกแนวคันกันน้ำ ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ทางกอนช. กำลังพิจารณาที่จะลดการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาลงเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยตัดยอดน้ำส่วนหนึ่งเข้าไปเก็บน้ำในทุ่งรับน้ำทั้ง 10 แห่ง&nbsp;&nbsp;&nbsp; ซึ่งขณะนี้มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 96% ของปริมาณการเก็บกัก หรือประมาณ 1,248 ล้าน ลบ.ม. ยังสามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 52 ล้าน ลบ.ม.</p>

<p><br />
จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นได้มีความช่วยเหลือลงไปในพื้นที่ เช่น โรงครัวพระราชทาน ที่ได้รับจาก มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และจิตอาสา มาตั้งประกอบอาหารแจกข้าวกล่องช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม รวมไปถึงการตั้งศูนย์อพยพพักพิง&nbsp; โดยประสานงาน ในการจัดหาเครื่องอุปโภค บริโภค ข้าวกล่องและน้ำดื่ม แจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยทั้งที่อยู่ด้านนอกและผู้ที่ยังพักอาศัยอยู่ภายในหมู่บ้าน ซึ่งมีหลายหน่วยงานได้เข้ามาช่วยเหลือผู้ประสบภัย อย่างต่อเนื่อง</p>

<p><br />
ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อติดตามสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำ พร้อมทั้งเตรียมการรองรับฤดูแล้งโดยขอให้กรมชลประทาน พิจารณาเก็บกักน้ำเข้าพื้นที่แก้มลิง หรือแหล่งน้ำในพื้นที่ เพื่อรองรับการแก้ปัญหาภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมในฤดูแล้ง ทั้งนี้ขอให้ตรวจสอบความแข็งแรงของแหล่งเก็บกักน้ำ และความพร้อมของเครื่องมือ รวมทั้งแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาภัยแล้งในคราวเดียวกัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rayong.prd.go.th/th/file/get/file/2022111482672ebdbc9ba3d6a22f25c6c2fb69c4234821.jpg' type='image/jpg' length='1040431' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพผ่าน "พาณิชย์ลดราคา ออนทัวร์ทั่วไทย"]]></title>
<link>https://rayong.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/134665</link>
<guid isPermaLink="false">8a143ebd18c5bc1abdb9a8f236587929</guid>
<pubDate>Sun, 09 Oct 2022 23:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม. เคาะงบกลาง 422 ลบ. จัดโครงการ &ldquo;พาณิชย์&hellip;ลดราคา! ออนทัวร์ ทั่วไทย&rdquo; ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ เป็นการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพในราคาประหยัดแก่ประชาชนเช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ สินค้าเกษตร ผลไม้ เป็นต้น สินค้าที่จำหน่ายจะจัดหาจากสมาคม ซัพพลายเออร์ และกลุ่มเกษตรกร ในพื้นที่แต่ละจังหวัด โดยจัดสถานที่จำหน่ายสินค้า 100 - 200 คูหาในพื้นที่สาธารณะหรือลานอเนกประสงค์ เช่น สำนักงานเขต การเคหะชุมชน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือแหล่งชุมชนที่เหมาะสม กำหนดจัดงานครั้งละ 3 วัน ตั้งเป้าหมายการจัดงานไม่ต่ำกว่า 274 ครั้ง&nbsp; ตลอดเดือนตุลาคมนี้</p>

<h2 style="text-align: center;"><strong>โครงการต่อเนื่อง</strong></h2>

<p>ก่อนหน้านี้ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินโครงการบรรเทาผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เช่น คาราวานพาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน ที่สิ้นสุดไปแล้วเมื่อ ก.ย. 65 ที่ผ่านมาเป็นการนำคาราวานสินค้าราคาถูกออกจำหน่ายทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑลและทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 700 จุดต่อวันโดยเฉลี่ย มีคาราวานออกไปจำหน่ายสินค้าราคาถูกประมาณ 100 จุดต่อวัน ในกรุงเทพและปริมณฑล เป็นรถโมบาย 25 คันและมีจุดขายวันละ 75 จุด สำหรับต่างจังหวัดมี 600 จุด อย่างน้อยจังหวัดละ 8 จุด ดำเนินการโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ มีสินค้าประมาณ 80 - 100 รายการ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาถูก อย่างสินค้าทั่วไป อาทิ ประเภทอาหาร ลดราคาสูงสุดร้อยละ 29 ซอสปรุงรสลดสูงสุดร้อยละ 36 สินค้าประเภทร่างกายลดสูงสุดร้อยละ 62 ผลิตภัณฑ์ซักล้างลดสูงสุดร้อยละ 55 ของใช้อื่น ๆ ลดสูงสุดร้อยละ 61 และยารักษาโรคลดสูงสุดร้อยละ 60 โดยโครงการดังกล่าวรอบ Lot 19 ช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้กว่า 11,728 ล้านบาท จึงได้รับการตอบรับขากประชาชนทั่วประเทศเป็นอย่างดี และรัฐบาลยังดำเนินโครงการอื่นๆ เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ อย่างต่อเนื่องอีก อาทิ<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มี &quot;บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&quot; ระยะที่ 5 มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 2.03 ล้านคน และมียอดใช้จ่ายรวม 404.50 ล้านบาท<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 3 หรือ &quot;กลุ่มเปราะบาง&quot; มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 91,592 คน และมียอดใช้จ่ายรวม 18.08 ล้านบาท<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 &quot;คนละครึ่งเฟส 5&quot; มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 1.01 ล้านคน และมียอดใช้จ่ายรวม 209 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายจำนวน 105.31 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่ายจำนวน 103.69 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โดยทั้ง 3 โครงการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 เพื่อเพิ่มกำลังการจับจ่ายใช้สอยและบรรเทาจากสภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นในปัจจุบัน</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rayong.prd.go.th/th/file/get/file/2022111457b94a2282fc828575af11b84d1c8565232515.jpg' type='image/jpg' length='1340667' />
</item>
</channel>
</rss>
