นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย พล.ท.สรรเสริญ แก้วกําเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ร่วมเปิดงาน “สื่อสาร กัญ อย่างเข้าใจ” ภายใต้โครงการ “Meet the Press : กัญชา กัญ ชง ประโยชน์ทางการแพทย์และเศรษฐกิจ” โดยกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันถึง 3 วัตถุประสงค์ของการปลดล็อกกัญชาอย่างแท้จริง คือ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ เพื่อให้ประชาชนได้มีทางเลือก ในการดูแลสุขภาพ และเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำไม่ส่งเสริมหรือสนับสนุนการใช้ในเชิงนันทนาการ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ระยะกว่า 2 เดือนหลังจากการ “ปลดล็อกกัญชา” ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่นานพอสมควร ทําให้มีข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่เป็นประจักษ์ว่า “นโยบายกัญชาเสรีเพื่อสุขภาพและทางการแพทย์” ของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อสังคมอย่างที่หลายคนกังวลใจ โดยมีข้อมูลจากทางกรมการ แพทย์ระบุถึงจํานวนผู้ป่วยที่มีภาวะพิษเฉียบพลัน จากการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชา มีแนวโน้มลงลดและไม่เพิ่มขึ้น และ ข้อมูลจากห้องฉุกเฉินในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน – 16 สิงหาคม 2565 พบผู้ป่วยเพียง 60 ราย จากทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขมีการตั้งคณะกรรมการสื่อสารและประชาสัมพันธ์การใช้ กัญชาอย่างเข้าใจรณรงค์ปูพรม ประชาสัมพันธ์การใช้ประโยชน์จากกัญชาอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชัน “ปลูกกัญ” ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวกับการใช้กัญชาอย่างถูกต้อง จากการ ตรวจสอบพบว่าตลอดระยะเวลาสองเดือนมีประชาชนเข้าใช้งานเกือบ 45 ล้านครั้ง มีผู้ลงทะเบียนกว่า 1 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นการขอออกใบจดแจ้งกัญชา 900,000 ใบ และมีการออกใบจดแจ้ง กัญชาจํานวน 30,000 ใบ แสดงให้ เห็นว่าประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของการใช้กัญชาอย่างถูกวิธี ส่งผลให้จํานวนผู้ป่วยที่ต้องเข้าห้องฉุกเฉิน เพราะการใช้กัญชาลดลงอย่างเห็นได้ชัด รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการเข้าถึง แหล่งข้อมูล ความรู้ ส่งเสริมการใช้ ประโยชน์จาก “พืชเศรษฐกิจ” ได้อย่างเต็มที่
จากสถิติที่ผ่านมาตั้งแต่พืชกัญชายังอยู่ในบัญชีสารเสพติดพบว่าสิ่งที่ทําร้ายสุขภาพคนไทยไม่ใช่กัญชา แต่ เป็นยาบ้า ในปีที่แล้วผู้ป่วยเข้าบําบัดยาบ้า 79.2% ขณะที่มีผู้เสพกัญชาเข้ารับบําบัดเพียง 4.21% นั้นเพราะยาบ้า คือศัตรูตัวจริง ไม่ใช่กัญชา ซึ่งเป็นพืชที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมอาหารและการแพทย์แผนไทยมานาน และสามารถ สร้างมลูค่าได้มหาศาล ถ้ารู้จักใช้อย่างถูกวิธี ทั้งนี้การใช้กัญชาในทางที่ผิดหรือก่อให้เกิดโทษ เป็นสิ่งที่สามารถควบคุมได้ หากผู้ใช้กัญชาเป็นเยาวชน ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนรําคาญ ไม่ขายผิดเงื่อนไขตามกฎหมาย นั้นจึง ไม่ใช่ปัญหาของสังคม หากมีการกระทําความผิด กระทรวงสาธารณสุขได้ออก ประกาศกระทรวงสาธารณสุข 4 ฉบับ เพื่อควบคุมการใช้กัญชาในทางที่ผิด ประกอบด้วย
หากฝ่าฝืน มีโทษทั้งจําและปรับตามกฎหมาย ซึ่งสามารถควบคุมในระหว่างที่ร่าง พ.ร.บ.กัญชากัญชง กําลังจะผ่านสภาในเร็ว ๆ นี้
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตลอดเวลา 2 ปี มีการผลักดันให้โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขมากกว่า 200 แห่ง มี "คลินิกกัญชาทางการแพทย์" เพื่อให้ประชาชนได้รับยากัญชาที่มีคุณภาพและปลอดภัย ทั้งจากแพทย์ แผนปัจจุบัน และ แพทย์แผนไทยซึ่งได้รับการบรรจุยากัญชาแผนไทยให้อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ นโยบายกัญชา ทางการแพทย์ เป็นประโยชน์และเป็นทางเลือกในการรักษาให้ประชาชน พร้อมทั้งสามารถลดการนําเข้ายาเคมี จากต่างประเทศได้ ซึ่งปัจจุบันคนไทยประสบปัญหานอนไม่หลับถึง 19 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ของ ประชากรไทย หากพัฒนาสําเร็จยากัญชาจะสามารถทดแทนยานอนหลับได้ ลดการนําเข้ายาเคมีและเพิ่มโอกาส ส่งออก เพราะ "ปัญหานอนไม่หลับ" เป็นปัญหาสุขภาพของคนทั่วโลก และตลาดผลิตภัณฑ์ ที่ใช้กับคนที่มีปัญหา การนอนหลับทั่วโลก มีมูลค่าสูงถึง 2.4 ล้านล้านบาท และนี้คือโอกาสทางธุรกิจของกัญชาทางการแพทย์ของ ประเทศไทย
ทั้งนี้ หากมองกัญชาในฐานะพืชเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคต และมีความ ต้องการมาก ทั้งตลาดในประเทศ และตลาดโลก ได้มีการประเมินมูลค่าตลาดของอุตสาหกรรมกัญชา โดยจากการ ประมาณการพื้นที่เพาะปลูกกัญชง - กัญชา ล่าสุด ณ เดือนเมษายน 2565 ประเทศไทย มีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 7,500 ไร่ มีมูลค่าตลาดของอุตสาหกรรม ตั้งแต่ตันน้ํา ถึงผลิตภัณฑ์ ปลายน้ํา รวมกว่า 28,000 ล้านบาท ต้นน้ํา ได้แก่ ส่วนต่าง ๆ ของต้นกัญชา ให้เกษตรกรได้มาร่วมลงทุน เป็นธุรกิจ Farming กลางน้ํา สารสกัดน้ํามันกัญชง กัญชา และเส้นใยกัญชง นํามาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ํา ได้แก่ ยารักษาโรค อาหารเสริม อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสําอาง และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งคาดกรณ์ว่ามูลค่าตลาดในช่วง 3 ปีข้างหน้า จะโตได้ถึง 10 - 15% มีมูลค่า สูงถึง 42,800 ล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์ปลายน้ําคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้กว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้นโยบายกัญชาเสรจี ะช่วยเปิดทางให้กัญชา และ กัญชงของไทย สามารถออกไปช่วงชิงส่วนแบ่ง ในตลาดโลก มูลค่ากว่า 1.039 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือราว 3.53 ล้านล้านบาท) ในปี 2567 ตามรายงาน The Global Cannabis Report ของ Prohibition Partners ซึ่งเป็นองค์กรที่ส่งเสริมให้มีอุตสาหกรรมกัญชา อย่างถูกกฎหมายทั่วโลก ขณะเดียวกันตลาดกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย ก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง คือประมาณ 26% ต่อปี มีมูลค่าประมาณ 2,700 ล้านบาท และคาดว่าจะโตได้ถึง 40,000 ล้านบาท ภายในปี 2570
ตลาดโลกสําหรับผลิตภัณฑ์กัญชามีแต่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีลด เพราะมีประเทศจํานวนมากขึ้นเรื่อย ๆ กําลังทยอยปลดล็อคกัญชาเช่นเดียวกับไทย ล่าสุดในหลายประเทศให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องของกัญชา ซึ่งถือ เป็นโอกาสที่เราจะสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์กัญชาสู่ตลาดโลกได้เพิ่มขึ้น
"ในสัปดาห์หน้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย ซึ่งได้ประกาศนโยบายที่จะใช้กัญชาทางการแพทย์ในมาเลเซียก็จะมาพบผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุขและขอดูงานการดำเนินการของประเทศไทย ขณะที่เยอรมนีก็อยู่ระหว่างกระบวนการออกกฎหมายกัญชาเสรี ซึ่งการที่เยอรมนีเป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้คาดว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรปจะดำเนินนโยบายในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเป็นโอกาสที่ไทยจะเจาะตลาดไปยังประเทศต่างๆ สร้างส่วนแบ่งในการส่งออกผลิตภัณฑ์จากกัญชา กัญชง เช่นเดียวกับแคนาดาที่ประกาศให้กัญชาถูกกฎหมายเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และขณะนี้สร้างรายได้เข้าประเทศได้สูงถึง 2,000 ล้านยูโรต่อปี"
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว